แม้จะดูจริงใจ ทว่าภาพปกซีดีที่เป็นรูป "แอ๊ด คาราบาว" นั่งถือแก้วเหล้า รวมไปถึงชื่อ "ซึม เศร้า เหงา แฮ้งก์" ก็ทำเอางานเพลงชุดนี้ค่อนข้างจะดูไม่เรียกให้คนฟังเพลงหยิบจับขึ้นมาดูสักเท่าไหร่
ที่สำคัญผิดกับเนื้อหาและคุณภาพของเพลงที่อยู่ข้างในพอสมควร
หากจะบอกว่านี่คืองานเพลงชุดพิเศษชุดหนึ่งของวงการเพลงในบ้านเรา ก็คงจะไม่ผิดอะไร กับการทำงานร่วมกันของ "ทิวา สาระจูฑะ" อีกคนชื่อ "ยืนยง โอภากุล" ซึ่งแม้จะมีหน้าที่ที่ แตกต่างกัน โดยคนหนึ่งเป็นนักร้องอีกคนเป็นนักเขียนแต่ทั้งคู่ก็ยืนอยู่บนโลกเดียวกันนั่นคือโลกของเสียงดนตรี
สองคนนี้เคยทำงานร่วมกันมาแล้วในเพลง "ยังไม่สาย" จากอัลบั้ม "ช้างไห้" ที่ "ทิวา สาระจูฑะ" เขียนเนื้อร้องให้ (อีกเพลงก็คือ "เวลาที่เหลือ" เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง "ซุ้มมือปืน" ซึ่งมีอยู่ในอัลบั้มชุดนี้ด้วย) แต่ที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานเพลงชุดนี้จริงๆ มีเรื่องเล่าบอกกันว่ามันเริ่มมาจากการที่ทั้งคู่ได้มีโอกาสร่วมงานอีกครั้งในช่วงปลายปีที่แล้วในเหตุการณ์สึนามิหลังจากที่นักวิจารณ์เพลงชื่อดังได้ส่งงานเขียนของตนไปให้กับ "แอ๊ด คาราบาว" กระทั่งมันได้ถูกพัฒนาจนกลายเป็นเพลง "ขวานไทยใจหนึ่งเดียว"
และก็เป็นฝ่ายนักร้องดังเองที่รู้สึกได้ถึงพลังของภาษาจากนักวิจารณ์เพลงคนนี้ กระทั่งคืนหนึ่งที่ร้านเหล้าแห่งหนึ่งเขาจึงเอ่ยถามไปยังนักวิจารณ์เพลงคนดังว่ายังเขียนเพลงอยู่หรือเปล่า ทำไมไม่ลองทำงานเพลงสักชุดหนึ่งแล้วตนจะร้องให้
ว่ากันว่าวันนั้นเป็นวันที่ทั้งคู่อยู่ในอารมณ์ซึม เศร้า เหงา แฮงก์อยู่พอดี ซึ่งนั่นเองที่กลายมาเป็นชื่อของอัลบั้มชุดนี้
พูดถึงนักวิจารณ์เพลงที่ชื่อ "ทิวา สาระจูฑะ" หรือ "น้าทิวา" ที่เรียกกันในวงการคนนี้คงจะไม่ต้องบอกกล่าวหรือการันตีอะไรกันมากมาย เช่นเดียวกับนักร้องอย่าง "แอ๊ด คาราบาว" ที่แม้ช่วงหลังๆ จะโดนวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากในเรื่องของการทำธุรกิจ แต่ในเรื่องของการทำเพลงนั้นยากเหลือเกินที่จะหาใครมากินเขาลง
ชื่อของอัลบั้มอาจจะให้อารมณ์เสมือนว่าทำกันเล่นๆ เหมือนสนุกก็จริง ทว่างานที่ออกมานั้นค่อนข้างจะจริงจังเอางานเอาการใช่เล่น
โดยเฉพาะในส่วนของเนื้อหาที่เต็มไปด้วยความแหลมคมทั้งในโลกของความรักและมุมมองของชีวิต ขณะเดียวกันก็ยังมีอารมณ์ของความสบายๆ เหมือนกับชื่ออัลบั้มปะปนอยู่
ด้วยความที่ร้องเพลงที่เขียนขึ้นมาจากข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ ร้องเพลงเนื้อหากระทบกระเทียบ ด่านู่นด่านั่นหรือประชดสังคมมานาน เพราะฉะนั้นจึงค่อนข้างจะแปลกหูพอสมควรทีเดียวกับการที่มาได้ยินเสียง "แอ๊ด คาราบาว" ร้องเพลงรักแบบหวานๆ ซึ้งๆ อกหักแบบเพ้อรำพัน รวมทั้งเพลงที่มีภาษาคมคาย ลึกซึ้ง ค้นลึกเข้าไปในอารมณ์และหัวใจเช่นนี้
แต่เป็นความแปลกที่ลงตัวและกินใจ ราวกับว่าเจ้าตัวจะผ่อนคลายและให้ใจ ให้อารมณ์กับการร้องเพลงชุดนี้เอามากๆ กระทั่งสามารถถ่ายทอดอารมณ์ของเพลงออกมาได้อย่างชัดเจน เห็นภาพ สะอาดบริสุทธิ์
ชนิดที่ว่าลบภาพของความเป็น "แอ๊ด คาราบาว" ในระยะหลังๆ ที่หลายคนมองว่าเป็นนักร้องในคราบของนักธุรกิจถูกการตลาดเข้าครอบงำและทำอะไรโดยการแอบขายของอยู่ตลอดเวลาได้อย่างหมดจรด
อาจจะไม่ซึม ไม่แฮ้งก์ แต่ถ้าอารมณ์เศร้ากับเหงานั้นขอบอกว่าถ้าใครได้ฟังรับไปเต็มๆ อย่างแน่นอนแถมยังมีลูกน่ารักๆ ให้ขยับแข้งขยับขาออกมาเป็นช่วงๆ ด้วย
เอากันแค่ชื่อของนักดนตรีตัวหลักรวมทั้งตัวช่วยที่เข้ามาร่วมด้วยช่วยกันไล่ไปตั้งแต่ เขียว คาราบาว, เท่ห์ อุเทน (เป่าทรัมเป็ต), พงษ์สิทธิ์ คำภีร์, จักรินทร์ ดวงมณีรัตนชัย, โอ้ โอฬาร, สมบัติ พรหมมา, พิเชษฐ์ เครือวัลย์ ฯลฯ คงยืนยันถึงความตั้งใจและความพยายามของการทำงานชุดนี้ได้เป็นอย่างดีในระดับหนึ่ง
ลองฟัง "ยืนยง โอภากุล ซึม - เศร้า - เหงา - แฮ้งก์" แล้วคุณจะรู้สึกได้ถึงคนที่ชื่อ "แอ๊ด คาราบาว" ในแบบที่คุณไม่เคยเห็นหรือสัมผัสมานาน
..........
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ ๑๑ ก.ย. ๒๕๔๘ ๑๓:๑๖ น.
เว็บไซต์ : เมื่อ “แอ๊ด คาราบาว” แอบเหงา
|